คลิตี้ ชีวิต สายน้ำ ตะกั่ว: ความยุติธรรมที่อยุติธรรม
เรื่องราวของชุมชนคลิตี้ล่างที่สายน้ำหล่อเลี้ยงถูกปนเปื้อนจากการทำเหมืองแร่ตะกั่ว การต่อสู้เคียงข้างชุมชนเพื่อความยุติธรรมต่อลำห้วยคลิตี้ สิทธิทางสิ่งแวดล้อมและสุขภาพของชุมชน
ผลงานโดย: ธนกฤต โต้งฟ้า
เรื่องราวของชาติพันธุ์: กะเหรี่ยงโปว์
สถานที่: ชุมชนคลิตี้ล่าง ต. ชะแล อ. ทองผาภูมิ จ. กาญจนบุรี
ลำห้วยคลิตี้เป็นลำห้วยหลักเพียงสายเดียวที่ชาวบ้านคลิตี้ล่างพึ่งพาอาศัยมาตั้งแต่ยุคเริ่มก่อตั้งชุมชน มีคำกล่าวที่คนเฒ่าคนแก่เคยกล่าวไว้หลายคำที่เกี่ยวกับน้ำ เช่น “ที่ไหนมีน้ำ ที่นั้นมีชีวิต ที่ไหนแล้งน้ำ ที่นั้นไร้ซึ่งชีวิต” น้ำจึงเป็นวิถีหนึ่งที่สำคัญในการพึ่งพาอาศัยเพื่อดำรงชีวิตของชาวบ้านคลิตี้ล่างมาตั้งแต่บรรพบุรุษ ทั้งใช้สำหรับดื่มกิน ทำอาหาร รดน้ำผัก ซักผ้า อาบน้ำ เลี้ยงสัตว์ จับสัตว์น้ำ ตกปลา วางเบ็ด จับกุ้ง หอย ปู และเด็ก ๆ ก็จะชอบมาเล่นน้ำในลำห้วยเป็นชีวิตจิตใจ เด็กที่เกิดมาเพียงไม่กี่ปีก็สามารถว่ายน้ำได้  นี่จึงเป็นตัวชี้วัดได้ว่า วิถีของชุมชนผูกพันกับสายน้ำมากแค่ไหน ลำห้วยแห่งนี้จึงเป็นเหมือนสายเลือดใหญ่ที่คอยหล่อเลี้ยงชีวิตของชาวบ้านคลิตี้ล่างมาอย่างช้านาน  
 
เมื่อวันหนึ่งลำห้วยที่เคยใช้ในชีวิตประจำวัน ถูกทำให้กลายเป็นลำห้วยที่ “อันตราย” จากการปล่อยตะกอนหางแร่ของบริษัทตะกั่วคอนเซนเตรทส์ จำกัด ที่ตั้งอยู่บริเวณเหนือชุมชน ห่างจากหมู่บ้านขึ้นไป 12 กิโลเมตร เริ่มก่อตั้งเมื่อ พ.ศ. 2510 และเริ่มปล่อยตะกอนหางแร่ลงสู่ลำห้วยเรื่อยมา ชาวบ้านต้องแบกรับผลกระทบโดยที่มิอาจเลี่ยงได้ จนนำมาสู่เสียงเรียกร้องจากชุมชนถึงปัจจุบัน  
ลำห้วยที่ดูใสสะอาดน่าเล่นแต่ปนเปื้อนไปด้วยสารตะกั่ว

 

ผลกระทบที่ค่อย ๆ คืบคลานเข้ามาตามสายน้ำ
 
หลังจากเหมืองตะกั่วปล่อยตะกอนหางแร่ลงสู่ลำห้วย ช่วงปีพ.ศ. 2515 น้ำในลำห้วยเริ่มขุ่นเป็นสีแดงข้นเดือดเหมือนบ่อน้ำร้อนและส่งกลิ่นเหม็น ปลาเริ่มลอยขึ้นมาอืดตาย ชาวบ้านเริ่มมีอาการป่วยผิดปกติโดยที่ไม่รู้ตัว ปกติวิถีชาวบ้านเมื่อเจ็บป่วยไม่ว่าจะหนักจะเบา ก็ใช้สมุนไพรรักษาให้หายได้ แต่สูตรเดิมกลับใช้ไม่ได้กับอาการเหล่านี้จนชาวบ้านเริ่มตั้งขอสงสัย
 
อาการเจ็บป่วยของชาวบ้านเริ่มหนักขึ้น เช่น หน้ามืด ปวดหัว ปวดท้อง มือเท้าชา ตัวบวม เรี่ยวแรงหายไป บางคนเกิดมาหัวโต ท้องโต ขาเล็ก บางคนตาบอด บางคนมีนิ้วมือนิ้วเท้าเกินปกติเป็นต้น   เด็กบางคนที่เกิดมาก็มีสภาพร่างกายไม่สมบูรณ์ พัฒนาการช้า มีคนแท้งลูก เด็กบางคนเกิดมาไม่นานก็เสียชีวิต ชาวบ้านบางคนตายผิดปกติ สัตว์เลี้ยงของชาวบ้านก็ล้มตายลงอย่างน่าสงสัย    

 

ส่วนหนึ่งของผู้รับภาระผลกระทบจากสายน้ำติดเชื้อ
 
ตระกูลโจเป็นฉายาของชาย 3 คน ได้แก่ โจทิไผ อายุ 31  ปี โจสอวอ อายุ 20 ปี และโจผู่ไจ่ อายุ 14 ปี ทั้งสามเป็นที่รู้จักของชาวบ้านและผู้คนที่เข้ามาในชุมชนบ้านคลิตี้ล่างเป็นอย่างดี 
โจทิไผและโจสอวอเป็นพี่น้องกัน ส่วนโจผู่ไจ่คือหลานของโจทิไผและโจสอวอ ทั้งสามคนมีความผิดปกติของพัฒนาการทางสมองมาตั้งแต่เกิด 
 
“สวัสดีครับ” คือคำพูดประจำตัวของทั้งสามคน ทุกครั้งที่มีรถตู้ รถทนายหรือคนเมืองที่เข้าไปในชุมชน ไม่ว่าจะมาช่วยเหลือด้านสุขภาพ คดีความ หรือด้านอื่น ๆ  พวกเขาจะเดินเข้าไปหาพร้อมรอยยิ้มที่ดูร่าเริงเป็นพิเศษ แต่ชีวิตของทั้งสามคนในเบื้องลึกแล้วไม่ได้ดูร่าเริงตามที่ร่างกายแสดงออกแม้แต่น้อย ครอบครัวของตระกูลโจเป็นครอบครัวเล็ก ๆ ที่มีฐานะลำบากมาก พ่อเสียชีวิตเมื่อปี พ.ศ. 2558 ซึ่งพ่อของเขามีค่าตะกั่วในเลือดสูงเกินค่ามาตรฐาน ถึง 41 มิลลิกรัมต่อเดซิลิตร เช่นเดียวกับชาวบ้านอีกหลาย ๆ คนในชุมชน 
 
ตอนนี้เหลือเพียงแม่คนเดียวเป็นที่พึ่งของชีวิตได้ แต่แม่ก็มีปัญหาด้านสุขภาพ เจ็บป่วยอยู่เรื่อย ๆ พูดภาษาไทยไม่ได้ ไหนจะงานไร่ที่ต้องทำเพื่อเลี้ยงชีพในแต่ละปี แม่จึงต้องดิ้นรนทุกทางเพื่อเป็นที่พึ่งเดียวของลูก ๆ ภาระนี้จึงเป็นความลำบากที่แม่ต้องรับไปตลอดชีวิต มีหลายครั้งที่แม่เคยท้อกับชีวิตของลูก ๆ ที่ต้องโตไปในลักษณะแบบนี้ 
 
เรามารู้จักเรื่องราวชีวิตของเด็ก ๆในตระกูลโจกัน !!
โจทิไผ (ซ้าย) โจสอวอ (กลาง) โจผู่ไจ (ขวา)
โจทิไผ 
โจทิไผเกิดในช่วงที่เหมืองแร่กำลังปล่อยตะกอนหางแร่อย่างเข้มข้น ในปีพ.ศ. 2533 แม่เป็นคนชอบตกปลาเป็นชีวิตจิตใจ แม้กระทั่งตอนที่ท้องแก่อยู่ยังไปตกปลา ดักปลาอยู่เป็นประจำ 
 
4 ขวบแรกของโจทิไผ เขาดูปกติเหมือนเด็กทั่วไป เดินได้ตอนประมาณ 11 เดือน เริ่มพูดได้เป็นคำ ๆ ตอน 2 ขวบ แต่เมื่อตอนอายุได้ 5 ขวบ เขามีอาการชักผิดปกติ ครั้งแรกอาการชักนานถึง 10 นาที หลังจากนั้นก็เกิดอาการชักอยู่เรื่อย ๆ และเริ่มมีความผิดปกติแสดงให้เห็นชัด แม่จึงต้องหาทุกวิถีทางในการรักษา สุดท้ายก็ได้ยาสมุนไพรมาชนิดหนึ่ง อาการชักของโจทิไผค่อย ๆ หายไป แต่อาการผิดปกติอื่น ๆ ยังคงอยู่ 
 
ในช่วงที่เขาเติบโตและเดินได้ โจชอบเดินไปทั่วชุมชน ขึ้นไปบนบ้านชาวบ้าน ไปทำลายข้าวของชาวบ้าน ขึ้นบ้านไหนก็กินข้าวบ้านนั้น มีอาการหงุดหงิดเสมอ ชอบเขวี้ยงชามเขวี้ยงช้อน ไม่พอใจใครก็จะกัด บางครั้งก็ทุบข้าวของ ในบางครั้งเขาจะเดินไปอีกหมู่บ้านโดยที่ไม่มีใครรู้ เมื่อหายไปเป็นวัน ครอบครัวจะต้องวิ่งตามหารอบ ๆ ชุมชน พอรู้ว่าไม่อยู่ในชุมชนแน่ก็ต้องหายืมรถมอเตอร์ไซค์เพื่อนบ้านญาติ ๆ ออกไปตามหาอีก บางทีก็ต้องยืมเงินเพื่อเติมน้ำมันออกตามหาลูก ในแต่ละวันแม่ต้องคอยลุ้นระหว่างที่กำลังทำงานไร่งานสวนอยู่เสมอ 
 
การกระทำของเขากลายเป็นภาระที่ครอบครัวต้องตามรับผิดชอบ บางครั้งต้องชดใช้ค่าเสียหาย เมื่อไม่มีเงินจะจ่าย ก็ต้องไปกู้ไปยืมเพื่อนบ้านและญาติ ๆ มาก่อน เป็นแบบนี้อยู่ประจำหลายปี จนเมื่อเขาอายุ 12 ขวบ โจทิไผเริ่มถูกล่ามโซ่ เวลาแม่ไปไร่ก็มีน้ำมีข้าววางไว้ให้พอยื่นมือไปหยิบถึง ซึ่งวิธีการนี้แม้จะเป็นสิ่งที่ครอบครัวไม่ได้อยากจะทำแต่ก็นึกวิธีอื่นไม่ออก เพราะครอบครัวไม่สามารถตามรับผิดชอบความเสียหายที่เกิดขึ้นกับคนอื่นได้ทั้งหมด

 

“ครั้งหนึ่งแม่เคยคิดจะปล่อยลูกคนนี้ตายเพราะความซนของเขาโดยที่ไม่รู้ตัว ไม่ใช่แค่ครั้งเดียวที่มีความคิดเช่นนี้ แต่เกิดขึ้นถึงสามครั้ง แต่ก็ไม่มีครั้งไหนทำได้สำเร็จเลย ได้แต่นั่งมองโจทิไผที่กำลังถูกล่ามด้วยโซ่ด้วยสีหน้าที่เศร้าหมอง ความท้อ ความกังวล ความคิดฟุ้งซ่านเต็มไปหมด เต็มไปด้วยความทุกข์”
 
“ครั้งหนึ่งแม่เคยคิดจะปล่อยลูกคนนี้ตายเพราะความซนของเขาโดยที่ไม่รู้ตัว ไม่ใช่แค่ครั้งเดียวที่มีความคิดเช่นนี้ แต่เกิดขึ้นถึงสามครั้ง แต่ก็ไม่มีครั้งไหนทำได้สำเร็จเลย ได้แต่นั่งมองโจทิไผที่กำลังถูกล่ามด้วยโซ่ด้วยสีหน้าที่เศร้าหมอง ความท้อ ความกังวล ความคิดฟุ้งซ่านเต็มไปหมด เต็มไปด้วยความทุกข์” แม่ของโจทิไผเล่าด้วยสีหน้าเศร้าหมอง แม้ปัจจุบันแม่จะไม่มีความคิดนั้นแล้วก็ตาม
 
โจทิไผเริ่มถูกปล่อยจากโซ่ตอนอายุได้ประมาณ 18 ปี แต่อาการเดิมก็ยังอยู่เพียงแต่ไม่ได้ไปทำลายข้าวของเหมือนแต่ก่อน เขายังเดินไปไหนมาไหนเรื่อย ๆ  เขาชอบเล่นกับเด็ก ชาวบ้านมักปล่อยให้โจมาอุ้มลูกไปเล่นด้วย บางครั้งเด็กที่แม่ป้อนข้าวเท่าไหร่ก็ไม่ยอมกินแต่พอโจมาป้อนให้ก็กินได้เลย 
 
ตั้งแต่โจทิไผโตมาเป็นหนุ่ม นอกจากจะไม่สร้างความเดือดร้อนให้ชาวบ้านแล้วยังเป็นที่น่าเอ็นดูของชาวบ้าน เขาเริ่มมีพัฒนาการด้านการเอาตัวรอด เริ่มช่วยเหลือตัวเองได้ บางครั้งเขาก็หุงข้าวเอง ทำน้ำพริกได้ เริ่มออกไปทำงานช่วยชาวบ้านแบกข้าวโพดแลกกับการได้ข้าวกิน ได้บุหรี่สูบ ได้เหล้าดื่ม บางครั้งก็ได้เงินไปซื้อน้ำซื้อขนมกิน แต่ก็ยังกลับมานอนบ้านบ้างเป็นบางครั้ง เพียงแต่เมื่อมีงานไร่ของครอบครัว หรืองานบ้านของครอบครัว โจทิไผจะไม่ไปช่วย เพราะรู้ว่าไม่ได้เงิน ไม่ได้ของกินอร่อย ๆ แต่ทางบ้านก็ปล่อยไปให้หาทางเอาตัวรอดด้วยตัวเขาเอง
โจสอวอ
เกิดในช่วงปี พ.ศ. 2544 เป็นช่วงที่เหมืองตะกั่วได้ปิดตัวลงไปแล้ว 3 ปี ในระหว่างที่แม่ตั้งครรภ์ แม่ก็ยังชอบไปตกปลาในลำห้วยเช่นเคย ดื่มน้ำในลำห้วยเป็นประจำโดยเฉพาะช่วงไปตกปลา เวลาหิวน้ำก็จะตักน้ำในลำห้วยดื่มทันที ทั้ง ๆ ที่ยังขุ่นเป็นสีแดงอยู่ 
 
ในวันที่โจสอวอคลอด ผิวหนังทั้งตัวของโจสอวอเต็มไปด้วยคราบโคลนเหมือนเด็กที่พึ่งไปเล่นโคลนมา ซึ่งหมอตำแยก็ยังตกใจว่าเกิดอะไรขึ้น 
 
โจสอวอตัวผอมเล็ก เขาอายุได้ 4 ขวบกว่าถึงเริ่มคลาน เริ่มเดินได้ตอนอายุ 5 ขวบ และเริ่มพูดได้ตอนอายุ 6 ขวบ ตอนอายุได้ 5 ขวบ เขาเริ่มเจ็บป่วยร้ายแรงต้องส่งตัวไปที่โรงพยาบาลทองผาภูมิอยู่หลายครั้ง เนื่องจากเลือดไม่พอไปเลี้ยงร่างกาย ต้องให้เลือดเป็นจำนวนมากอยู่เสมอ แม่เล่าให้ฟังว่า “ครั้งหนึ่งเมื่อโจสอวอยังเด็กและซนมาก แม่ไปตกปลาก็ต้องพาโจสอวอไปด้วย ด้วยความที่ซนมากจึงเล่นจนตกลงไปในน้ำ ด้วยความที่แม่โมโหและท้อ จึงกะปล่อยลูกให้จมอยู่ในน้ำ แต่โชคยังดีที่วันนั้นแม่ไปกับเพื่อนอีกคน เพื่อนแม่จึงรีบกระโดดลงไปช่วยและอุ้มโจสอวอกลับบ้าน”
 
ตอนอายุได้ 9 ขวบ โจสอวอได้ไปเรียนในโรงเรียนคนพิเศษที่โรงเรียนสุพรรณบุรีปัญญานุกุล จ.สุพรรณบุรี ในการเดินทางแต่ละครั้ง พ่อแม่ก็ต้องหาเงินมาเพื่อเป็นค่าเดินทาง บางครั้งก็ต้องยืมเพื่อนบ้าน ยืมญาติบ้าง เมื่อโตขึ้นมาหน่อยโจสอวอจะเป็นเด็กที่เชื่อฟังพ่อแม่มากกว่าโจทิไผและโจผู่ไจ่ ทุกวันช่วงที่อยู่บ้าน โจสอวอจะเดินไปทั่วชุมชน สถานที่หลัก ๆ คือโรงเรียนกับวัดเพื่อไปรอของบริจาค แต่ช่วงเย็นก็จะกลับมานอนบ้านเสมอ เวลาแม่ไม่สบายก็อยู่กับบ้านได้ ใช้ตักน้ำได้ ล้างจานได้แต่ไม่สะอาด ไม่ค่อยมีเรื่องไปทำลายข้าวของชาวบ้าน 

 

โจผู่ไจ่ 
เกิดช่วงปี พ.ศ. 2550 ช่วงนั้นน้ำในลำห้วยก็ยังขุ่นเช่นกัน ตอนอายุได้ 8 เดือน โจผู่ไจ่ มีอาการป่วยหนักต้องส่งตัวไปโรงพยาบาล และก็มีอาการป่วยอยู่เรื่อย ๆ จนอายุได้ 5 ขวบก็อาการดีขึ้น แต่ก็มาเป็นไข้มาลาเรียต่อ ต้องไปส่งโรงพยาบาลและรักษาอยู่ถึงหนึ่งอาทิตย์ พอรักษาหาย พ่อไปรับกลับ ก็เกิดอุบัติเหตุกลางทางอีก ต้องเย็บแผลที่หัวกระแทกไป 48 เข็ม หลังจากนั้นก็ไม่ค่อยป่วย แต่เริ่มซนและมีอาการผิดปกติแสดงให้เห็น ชอบกัดคน ในแต่ละวันจะเดินไปทั่วชุมชน แม่ต้องคอยวิ่งไล่ตามเสมอ 
 
ตอนอายุ 7 ขวบก็ได้เข้าเรียนชั้นอนุบาลที่โรงเรียนสุพรรณบุรีปัญญานุกุล เวลาไปโรงเรียนก็ไปพร้อมโจสอวอ ตอนนี้โจผู่ไจ่จะชอบไปขอยาเส้นของชาวบ้านมาดูด เริ่มติดยาเส้น ชอบไปรื้อข้าวของชาวบ้าน แม่ต้องคอยไปตามเก็บให้เสมอ

 

สายน้ำเปลี่ยน วิถีปรับ
เด็กกับความความผูกพันกับลำห้วยคลิตี้
ชุมชนคลิตี้ล่างเป็นชุมชนกะเหรี่ยงเล็ก ๆ อยู่ลึกเข้าไปในป่าแถบเขาทุ่งใหญ่นเรศวร แต่ไหนแต่ไร ผู้คนพึ่งพาอาศัยธรรมชาติในการดำรงชีวิต ทั้งในลำห้วย ในป่า ทำไร่หมุนเวียนเพื่อเลี้ยงชีพและปลูกพืชผักท้องถิ่นแซมตามร่องข้าวในไร่หมุนเวียน 
 
สมัยก่อนเงินไม่มีความจำเป็นสำหรับชาวบ้านเท่าไหร่ มีเพียงมีด จอบ เสียม ที่เป็นเครื่องมือทำมาหากิน และมีพิธีกรรม ความเชื่อและประเพณีวัฒนธรรมที่สืบทอดกันมาตั้งแต่สมัยบรรพบุรุษ แต่เมื่อสายน้ำเปลี่ยนแปลงไป น้ำในลำห้วยส่งกลิ่นเหม็นขุ่น สัตว์น้ำที่เคยหาได้ก็ไม่สามารถหาได้อีก ต้องหาซื้อกับข้าวจากรถกับข้าวที่ลงมาขายในชุมชน สุขภาพก็ทรุดลง สมุนไพรก็รักษาไม่หาย ในสมัยก่อนนั้นการไปหาหมอจึงจำเป็นมากเพื่อให้มีชีวิตรอด 
 
การเดินทางไปโรงพยาบาลอำเภอทองผาภูมินั้นยาวไกลและลำบาก ทางออกจากชุมชนในสมัยนั้นรถยังไม่สามารถเข้าไปได้เนื่องจากทางขรุขระมาก ชาวบ้านต้องนั่งรถโคบูต้าออกมาจากชุมชนกว่า 12 กม. ใช้เวลาไปเกือบ 2 ชั่วโมงกว่าจะถึงจุดที่รถเข้าถึงได้ และต้องนั่งรถกระบะต่อบนทางลูกรัง อีกประมาณ 50 กม. กว่าจะเจอทางลาดยาง และต้องใช้เวลาไปอีก 2 ชั่วโมงกว่าจะไปถึงโรงพยาบาล นั่นแปลว่าการจะเดินทางไปถึงโรงพยาบาลก็ใช้เวลาเกือบหมดวัน สิ่งเหล่านี้ทำให้ชาวบ้านต้องปรับเปลี่ยนวิถี และเงินจึงกลายเป็นปัจจัยสำคัญในการเดินทางไปรักษาอาการเจ็บป่วยและซื้ออาหาร ชาวบ้านต้องดิ้นรนเพื่อเลี้ยงชีพในแต่ละวัน จากที่เคยทำไร่หมุนเวียนก็ต้องเปลี่ยนวิถีการปลูกจากจากพืชท้องถิ่นกลายเป็นพืชเศรษฐกิจ พืชเชิงเดี่ยวเพื่อหารายได้เข้าครอบครัว 
 
เมื่อชาวบ้านร้อยทั้งร้อยหันมาปลูกพืชเชิงเดี่ยวเป็นอาชีพหลัก เช่น ข้าวโพดและมันสำปะหลัง ในหนึ่งปี ข้าวโพดจากคลิตี้หลายพันตันจะถูกส่งออกไปแปรรูปเป็นอาหารสัตว์ เช่น หมู ไก่ ปลา เป็นห่วงโซ่อาหารให้คนทั่วไปได้ซื้อกิน จากการเปลี่ยนแปลงดังกล่าวทำให้ชาวบ้านต้องมีภาระเพิ่มมากขึ้นกับการทำมาหากินเพื่อยังชีพในครอบครัว ส่งผลให้วิถีเปลี่ยนแปลงไปตามกาลเวลา แต่ก็ยังคงไว้ซึ่งอัตลักษณ์ วิถี ประเพณีวัฒธรรมอยู่เสมอ

 

สารตะกั่วไม่ได้ไหลลงสู่ลำห้วยคลิตี้แล้วหยุดค้างอยู่แต่ในลำห้วย แต่ยังไหลออกสู่เขื่อนศรีนครินทร์ ซึ่งเชื่อมสู่แม่น้ำแม่กลองให้ผู้คนทั้งสองฝั่งคลองใช้ ส่งน้ำไปยังคลองมหาสวัสดิ์ ไปเป็นน้ำประปาให้คนกรุงเทพฯ ฝั่งธนบุรีใช้ และสุดท้ายไหลออกสู่อ่าวไทยซึ่งเป็นแหล่งอู่ข้าวอู่น้ำของคนไทยทั้งประเทศ ผู้คนที่มีส่วนได้รับน้ำจากลำห้วยคลิตี้ทุกที่ที่น้ำจากลำห้วยอาจไหลไปถึง จึงอาจมีความเสี่ยงจากพิษของสารตะกั่วเช่นกัน
“เนื่องจากบริเวณพื้นที่ตำบลชะแลทั้งตำบลเป็นพื้นที่ศักยภาพแร่ตะกั่วอยู่เดิมแล้ว แน่นอนว่าข้าวโพดที่ถูกส่งออกไปแปรรูปเป็นอาหารสัตว์ และคนในเมืองก็ไปบริโภคเนื้อสัตว์ในรูปแบบสำเร็จต่อ ทั้งในร้านอาหาร โรงแรม ตลาด ห้างสรรพสินค้า  เช่นเดียวกับผักที่ต้องดูดน้ำในลำห้วยออกมารดน้ำ โอกาสที่ผู้บริโภคเหล่านี้จะมีสารตะกั่วตกค้างในร่างกายจากการบริโภคอาหารเหล่านี้ก็มีได้เช่นกัน สารตะกั่วไม่ได้ไหลลงสู่ลำห้วยคลิตี้แล้วหยุดค้างอยู่แต่ในลำห้วย แต่ยังไหลออกสู่เขื่อนศรีนครินทร์ ซึ่งเชื่อมสู่แม่น้ำแม่กลองให้ผู้คนทั้งสองฝั่งคลองใช้ ส่งน้ำไปยังคลองมหาสวัสดิ์ ไปเป็นน้ำประปาให้คนกรุงเทพฯ ฝั่งธนบุรีใช้ และสุดท้ายไหลออกสู่อ่าวไทยซึ่งเป็นแหล่งอู่ข้าวอู่น้ำของคนไทยทั้งประเทศ ผู้คนที่มีส่วนได้รับน้ำจากลำห้วยคลิตี้ทุกที่ที่น้ำจากลำห้วยอาจไหลไปถึง จึงอาจมีความเสี่ยงจากพิษของสารตะกั่วเช่นกัน ไม่ใช่มีความเสี่ยงแต่เฉพาะแต่ในชุมชนคลิตี้ล่างแห่งเดียวเท่านั้น” -ผู้อาวุโสในองค์กรพัฒนาเอกชนแห่งหนึ่งกล่าว-
เสียงเรียกร้องจากชุมชน
 
 
ภาพโดย มูลนิธินิติธรรมสิ่งแวดล้อม (EnLAW)
“ความยุติธรรมที่ล่าช้า ก็คือความอยุติธรรมนั่นเอง” 
ผู้คนในชุมชนคลิตี้ล่างจึงเป็นตัวบ่งชี้ผลกระทบทางด้านสุขภาพอย่างชัดเจน พวกเขาขาดโอกาสที่จะเติบโตอย่างสมบูรณ์ และไม่มีโอกาสทางการศึกษาที่ดีเหมือนเด็กทั่วไป ตระกูลโจเป็นเพียงตัวอย่างเดียวเท่านั้น ยังมีผู้คนในชุมชนอีกหลายคนที่มีปัญหาด้านสุขภาพที่แสดงอาการไม่ชัด บางคนก็หนักกว่าตระกูลโจ ปัญหาทั้งหมดนี้จนถึงปัจจุบันก็ยังไม่ได้รับการแก้ไขจากรัฐอย่างเป็นรูปธรรมและจริงจัง
 
แม้จะมีความชัดเจนทั้งในแง่ของสุขภาพร่างกายหรือแม้กระทั่งคำพิพากษาที่ตัดสินออกมาอย่างชัดแจ้งแล้วจากทั้งศาลปกครองและศาลแพ่งว่า ให้รัฐในฐานะผู้ควบคุมมลพิษและเอกชนผู้ก่อมลพิษเป็นผู้ฟื้นฟูลำห้วยคลิตี้ แต่กาลเวลาในการต่อสู้กับรัฐและเอกชนของชาวบ้านผ่านไปกว่า 20 ปีแล้ว การฟื้นฟูลำห้วยคลิตี้ก็ยังไม่มีทีว่าจะเสร็จสิ้นลงเมื่อใด ยังไม่เห็นภาพของลำห้วยที่ไร้ซึ่งพิษตะกั่ว จนมีคำกล่าวที่ว่า “ความยุติธรรมที่ล่าช้า ก็คือความอยุติธรรมนั่นเอง” 
 
ทุกวันนี้ผลการตรวจเลือดของเด็กยังมีค่าตะกั่วสูงเกินค่ามาตรฐานตะกั่วในเลือด และมีแนวโน้มสูงขึ้นทุกปี การศึกษาของเด็กคลิตี้ล่าง อนาคตของเด็กคลิตี้ล่าง สุขภาพของเด็กคลิตี้ล่าง จะต้องอยู่ท่ามกลางความเสี่ยงจากสารตะกั่วอีกยาวนานแค่ไหน เพราะมาวันนี้ชุมชนเอง พวกเขาไม่ห่วงตัวเองเท่าไหร่แล้ว ห่วงเพียงแต่ลูกหลานที่เกิดมาจะยังคงต้องรับชะตากรรมเหมือนเช่นพวกเขาอีกไหม รัฐจะนำสารตะกั่วออกจากลำห้วยจริงตามที่รับปากไว้เมื่อไหร่ และสุขภาพของชุมชนจะดีขึ้นเป็นปกติเมื่อใด เท่านั้นเอง
“ชุมชนเป็นแรงผลักดันให้ผมรักสิ่งแวดล้อมและโลกใบนี้”
ผม ธนกฤต โต้งฟ้า ผู้เขียนบทความข้างต้น เป็นกลุ่มชาติพันธุ์ที่รู้จักกันในชื่อ กะเหรี่ยง “โปว์” ผมเกิดในหมู่บ้านคลิตี้ล่าง ด้วยฐานะทางครอบครัวยากจน จึงมีคนใจดีรับผมไปเลี้ยงอุปถัมภ์ ทำให้ผมได้เรียนและไปเติบโตอยู่ที่กรุงเทพฯ จนจบมหาวิทยาลัย ระหว่างเรียนกฎหมาย ผมได้มีโอกาสติดตามข่าวบ้านคลิตี้ล่าง จึงได้ติดต่อกับองค์กรพัฒนาเอกชนที่เข้าไปช่วยเหลือชุมชนคลิตี้ล่าง และได้เริ่มเข้าไปมีส่วนและมีบทบาทในการนำความรู้กลับไปช่วยเหลือชุมชนของตัวเองตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา 
 
ตลอดระยะเวลาหลายปีที่ผมได้ทำงานร่วมกับองค์กรพัฒนาเอกชนและชาวบ้านในการต่อสู้เรียกร้องความยุติธรรม ทำให้ผมได้เติบโตมาท่ามกลางผลกระทบและเสียงเรียกร้องจากชุมชนมาโดยตลอด มีการทำงานร่วมกับเครือข่ายองค์กรภาคเอกชนหลายแห่งที่เข้ามาช่วยเหลือชุมชน ทั้งนักกฎหมาย นักวิชาการ นักกิจกรรมมากมาย การต่อสู้ทั้งในเชิงกฎหมายควบคู่ไปกับการรณรงค์ทางสาธารณะทำให้ผมได้เรียนรู้และสั่งสมประสบการณ์มากมายตลอดหลายปีที่ผ่านมา 
 
การต่อสู้ดังกล่าวทำให้เกิดเป็นแรงผลักดันให้ผมหันมาสนใจประเด็นสิ่งแวดล้อมและชุมชนอย่างจริงจัง และขวนขวายหาประสบการณ์ใหม่ ๆ พื้นที่ใหม่ ๆ และกลุ่มผู้คนใหม่ ๆอยู่เรื่อย ๆ จนมีโอกาสได้ไปแลกเปลี่ยนกับผู้คนจากทั่วโลกที่ประเทศอเมริกาในโครงการแลกเปลี่ยนช่วงฤดูใบไม้ผลิปี พ.ศ. 2562 (YSEALI-PFP) ซึ่งเป็นโครงการที่สนับสนุนโดยโดยกระทรวงการต่างประเทศสหรัฐอเมริกา 

 

รัฐกับกระบวนการมีส่วนร่วมของชุมชน
 
ผมได้รับเลือกให้ไปอยู่ที่เมืองเฮเลนา เมืองหลวงรัฐมอนทานา โดยเรียนรู้และฝึกงานอยู่กับองค์กรของรัฐซึ่งเป็นเจ้าภาพรับผมฝึกงานที่กรมรักษาคุณภาพสิ่งแวดล้อมแห่งมอนทานา (Montana Department of Environment Quality (DEQ)) 
 
ผมมีโอกาสได้ออกไปเรียนรู้นอกพื้นที่กับสำนักงาน เช่น Berkeley Pit เหมืองแร่ทองแดงที่ขุดทองแดงใต้ดิน ในเมืองบิวท์ (Butte, Montana) มาตั้งแต่ พ.ศ. 2498 ดำเนินกิจการมานานกว่า 60 ปี สร้างเม็ดเงินมูลค่ามหาศาลให้กับเจ้าของกิจการ และผลิตทองแดงได้เกือบแสนตัน หลังปิดตัวไปเมื่อ พ.ศ. 2525 ทางรัฐก็เปิดเป็นพิพิธภัณฑ์ The World Museum of Mining ที่ถือเป็นหนึ่งในพิพิธภัณฑ์เหมืองที่ใหญ่ที่สุดแห่งหนึ่งของโลก
 
การปิดตัวไปของเหมืองทิ้งร่องรอยไว้มากมาย มีประเด็นหลายประเด็นที่สร้างบทเรียนในการทำธุรกิจที่ส่งผลกระทบต่อทรัพยากรและชุมชนให้เรียนรู้ เป็นร่องรอยให้คนทั่วไปได้มาศึกษาเป็นบทเรียนทางด้านสิ่งแวดล้อมต่อไป

 

ชุมชนกับการเป็นส่วนหนึ่งในการจัดการทรัพยากรร่วมกับรัฐ
 
ผมมีโอกาสได้ไปดูงานที่เขื่อน Selis Ksanka Qlispe (Se̓liš Ksanka Ql̓ispe̓) อยู่ในเมืองโพรซัน (Polson, Montana) และตั้งอยู่ในเขตอนุรักษ์ Flathead Indian และ สหพันธ์ชนเผ่า Salish & Kootenai บนแม่น้ำ Flathead เป็นเขื่อนผลิตไฟฟ้าพลังน้ำของบริษัท Energy Keepers ซึ่งเป็นเขื่อนแห่งแรกที่จัดการโดยชนเผ่า โดยได้รับความช่วยเหลือจากรัฐบาลกลาง พื้นที่แห่งนี้เป็นพื้นที่ดั้งเดิมของชนเผ่าที่อาศัยพึ่งพาทรัพยากรมาเป็นเวลานาน และยังเป็นสถานที่ศักดิ์สิทธิ์ทางศาสนาและวัฒนธรรมที่สำคัญสำหรับชนเผ่าพื้นเมืองอีกด้วย
 
เหตุผลที่ผมสนใจประเด็นนี้ เนื่องจากในชุมชนกะเหรี่ยงของผม เป็นกลุ่มชาติพันธุ์ที่เชื่อในการปกป้องป่าและแม่น้ำ เพราะความอุดมสมบูรณ์ของทรัพยากรธรรมชาติในป่าทำให้เราเติบโตมาจนทุกวันนี้ การที่รัฐมีอำนาจและสนับสนุนให้ชุมชนเข้ามามีส่วนร่วมในการจัดการทรัพยากรธรรมชาติในพื้นที่ตนเองอย่างแท้จริง นอกจากพื้นที่แห่งนั้นจะเกิดผลกระทบน้อยลงแล้ว จะทำให้พื้นที่พัฒนาแห่งนั้นมีความยั่งยืนและเป็นประโยชน์ต่อชนเผ่าและรัฐด้วย ผมมีความรู้สึกอย่างแรงกล้าในการปกป้องสัตว์ป่าและทรัพยากรธรรมชาติ เพื่อให้แน่ใจว่าการอยู่รอดของสายพันธุ์ของเราจะถูกอนุรักษ์และสืบทอดให้กับคนรุ่นต่อ ๆ ไปในอนาคต
 
 ขอบคุณองค์กรพัฒนาเอกชนและชุมชนคลิตี้ล่างที่ทำให้ผมได้เติบโต เห็นคุณค่าของสิ่งแวดล้อมและชุมชนมาโดยตลอด และผมจะเดินหน้าต่อไปเพื่อหาความสมดุลทางทรัพยากรธรรมชาติให้โลกใบนี้

 

เรื่องโดย
ธนกฤต โต้งฟ้า
ชายชนเผ่ากะเหรี่ยง ต่อสู้เพื่อสิ่งแวดล้อมและชุมชน ความฝันคือชนเผ่าพื้นเมือง ชนกลุ่มน้อยและโลกได้รับการคุ้มครองโดยนโยบายที่ยุติธรรม การบังคับใช้ที่เข้มงวด และการไม่เลือกปฏิบัติในฐานะที่มนุษย์ทุกคนเท่าเทียมกัน